พิจารณาให้ทุนสนับสนุนยา Wegovy ผู้ที่มีภาวะอ้วน
คณะที่ปรึกษาของ Pharmac มีมติ "แนะนำเบื้องต้น" ให้จัดลำดับความสำคัญสูง (High Priority) ในการให้ทุนสนับสนุนยา Wegovy (semaglutide) สำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนและมีโรคประจำตัวร่วมด้วย
เงื่อนไขการใช้: จะต้องเป็นไปตามเกณฑ์ Special Authority ซึ่งจะจำกัดกลุ่มคนไข้และผู้ที่จะสามารถสั่งจ่ายยาได้ คาดว่ารายละเอียดบันทึกการประชุมฉบับเต็มจะถูกเปิดเผยภายในเดือนมีนาคมนี้
กระแส “แห่ใช้” ยาลดน้ำหนัก
ศาสตราจารย์ Boyd Swinburn จากมหาวิทยาลัย Auckland ระบุว่า ขณะนี้ทั่วโลกอยู่ในช่วง “gold rush” ของยาลดน้ำหนัก ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการลดโรคอ้วน แต่อุปสรรคสำคัญคือราคาที่ยังแพงมาก
Wegovy เป็นยาในกลุ่ม GLP-1 receptor agonist ที่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยระบุว่าช่วยลด
- การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ถึง 20%
- รวมถึงช่วยคุมเบาหวานประเภทที่ 2
- และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ปัจจุบันยามีราคาสูงประมาณ $460 ต่อเดือน (ราว 15,000+ บาท) การให้ทุนสนับสนุนจะช่วยให้กลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเข้าถึงยาได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะคนที่มีกำลังจ่าย
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่ายาจะไม่ถูกจ่ายแบบทั่วไป แต่จะมุ่งเน้นไปที่
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่ายาจะไม่ถูกจ่ายแบบทั่วไป แต่จะมุ่งเน้นไปที่
- ผู้ที่มีค่า BMI สูง (30 ขึ้นไป) และมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้อง
- ผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้ว (เช่น เคยหัวใจวายหรือสเตอรค)
- และมี BMI ตั้งแต่ 27 ขึ้นไป
ความท้าทาย
งบประมาณ: Pharmac ต้องหาวิธีจัดการงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อรองรับความต้องการยาที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ราคาสูงเช่นกันสถานการณ์ในนิวซีแลนด์: ปัจจุบันนิวซีแลนด์มีอัตราโรคอ้วนในผู้ใหญ่สูงเป็นอันดับ 3 ของกลุ่มประเทศ OECD จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดการปัญหานี้
ความสำคัญของการสนับสนุนเงินทุน (Funding) สำหรับวัยรุ่น
Professor Wayne Cutfield จากสถาบัน Liggins ระบุว่า วัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนรุนแรง (น้ำหนักช่วง 120-150 กก.) กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ เพราะหากไม่ได้รับยา Wegovy พวกเขาจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.5-1 กก. ทุกเดือน ซึ่งจะนำไปสู่โรคร้ายแรงเมื่ออายุมากขึ้น เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน และโรคตับแข็ง
เขามองว่าการไม่สนับสนุนทุนให้วัยรุ่นตอนนี้ เปรียบเสมือน "การวัวหายแล้วล้อมคอก" เพราะปัจจุบันวัยรุ่นกลุ่มนี้มักไม่ได้รับสิทธิ์ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ ทำให้ไม่มีทางเลือกในการรักษาอื่นเลย
Professor Wayne Cutfield จากสถาบัน Liggins ระบุว่า วัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนรุนแรง (น้ำหนักช่วง 120-150 กก.) กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ เพราะหากไม่ได้รับยา Wegovy พวกเขาจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.5-1 กก. ทุกเดือน ซึ่งจะนำไปสู่โรคร้ายแรงเมื่ออายุมากขึ้น เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน และโรคตับแข็ง
เขามองว่าการไม่สนับสนุนทุนให้วัยรุ่นตอนนี้ เปรียบเสมือน "การวัวหายแล้วล้อมคอก" เพราะปัจจุบันวัยรุ่นกลุ่มนี้มักไม่ได้รับสิทธิ์ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ ทำให้ไม่มีทางเลือกในการรักษาอื่นเลย
ความท้าทายและการใช้ยาในระยะยาว
การกลับมาอ้วนใหม่: ยา Wegovy ทำหน้าที่ยับยั้งความอยากอาหาร หากหยุดใช้ยา ผู้ป่วยมักจะมีน้ำหนักกลับไปเท่าเดิมก่อนรักษา
ผู้ป่วยจำเป็นต้องปรับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย มิฉะนั้นอาจต้องพึ่งพายาไปตลอดชีวิต ซึ่งเป้าหมายทางการแพทย์คือการช่วยให้ผู้ป่วยหยุดยาได้ในที่สุด
คำวิจารณ์และความคิดเห็นจากแวดวงสุขภาพ
มุมมองเชิงบวก
มีผู้เชี่ยวชาญมองว่า Wegovy อาจเป็น “game changer” ช่วยลดโรคอ้วนและเบาหวานได้จริงถ้าเข้าถึงคนที่ต้องการ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาวะสุขภาพรุนแรงอยู่แล้ว
ความเห็นด้านความเป็นธรรมของระบบสุขภาพ
ผู้นำด้านสุขภาพของ ชุมชน Māori และ Pasifika เตือนว่า หากการเข้าถึงไม่ออกแบบให้ทั่วถึง นโยบายอาจทำให้คนในชุมชนเหล่านี้ ยิ่งโดดเด่นจากการเข้าถึงการรักษา มากขึ้น เพราะปัจจุบันค่ายังแพงและเข้าถึงยาก
คำกล่าวจากผู้บริหารของ Pharmac
Pharmac ระบุว่าจะดูว่า Wegovy มีประสิทธิภาพจริงและคุ้มค่าเมื่อเทียบกับทางเลือกที่มีอยู่แล้วหรือไม่ โดยนำข้อมูลผลกระทบทั้งต่อผู้ป่วยและระบบสุขภาพมาพิจารณา
🔗 ข่าว: RNZ + RNZ | เรียบเรียง: THAI NZ
1. ฝั่งที่เห็นด้วย (มองว่าแฟร์และคุ้มค่า)
- มองว่า "โรคอ้วน" คือต้นเหตุของสารพัดโรค (เบาหวาน, หัวใจ, ความดัน) ซึ่งรัฐต้องเสียเงินมหาศาลในการรักษาโรคเรื้อรังเหล่านี้อยู่แล้ว การจ่ายค่ายาเพื่อลดน้ำหนักตอนนี้ อาจประหยัดงบสาธารณสุขในระยะยาวได้มากกว่า
- ปัจจุบันคนรวยเท่านั้นที่เข้าถึงยาตัวนี้ได้ การที่ Pharmac เข้ามาสนับสนุนจะช่วยให้คนรายได้น้อยที่มีปัญหาสุขภาพจริงๆ มีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น
- คนกลุ่มนี้เน้นย้ำว่ายาไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่อยากผอมตามแฟชั่น แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนจนเป็นอันตรายต่อชีวิต
2. ฝั่งที่ไม่เห็นด้วย (มองว่าไม่แฟร์)
- วินัยส่วนตัว vs ภาษีส่วนรวม มีความเห็นแนวว่า "ทำไมต้องเอาเงินภาษีไปจ่ายให้คนที่ไม่ดูแลตัวเอง?" โดยมองว่าการลดน้ำหนักควรเริ่มที่การกินและการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล
- เบียดบังงบประมาณโรคอื่น: งบของ Pharmac มีจำกัด หลายคนกังวลว่าการทุ่มเงินไปกับยาลดน้ำหนักซึ่งมีราคาสูง จะไปแย่งงบยาของคนป่วยโรคมะเร็งหรือโรคหายากที่ไม่สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับพฤติกรรม
- การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ: บางส่วนมองว่ารัฐควรเอาเงินไปคุม "ราคาอาหารสุขภาพ" หรือ "ภาษีน้ำตาล" เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่าการพึ่งพายา
